เจ้าของรีสอร์ตภูทับเบิกประกาศขายบ้าน


เจ้าของรีสอร์ตบนภูทับเบิก ประกาศโละขายบ้านพัก ผ่านสื่อโซเชียลฯ หลังละแสน คนสนใจเพียบ

เจ้าของรีสอร์ตภูทับเบิกประกาศขายบ้าน

ความคืบหน้าภายหลังทางจังหวัดเพชรบูรณ์ และกรมป่าไม้ เตรียมเดินหน้าปฏิบัติรื้อถอนรีสอร์ตบนภูทับเบิก ในรอบสอง หลังต้องหยุดชะงักเนื่องจากถูกกลุ่มชาวม้งก่อม็อบประท้วง จนมีการยืดระยะเวลาให้รื้อเองอีก 7 วัน โดยครบกำหนดวันที่ 29 สิงหาคม นี้

ล่าสุด ปรากฏมีเจ้าของรีสอร์ตบางแห่งประกาศโละขายบ้านน็อคดาวน์รีสอร์ตบนภูทับเบิก หลังละ 1 แสนบาท พร้อมเครื่องสุขภัณฑ์ภายใน และบริการจัดส่งให้พร้อมแต่เฉพาะในเพชรบูรณ์เท่านั้น ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย

ทั้งที่รีสอร์ตแห่งนี้ ยังไม่มีรายชื่ออยู่ในคำสั่งให้รื้อถอนในลอตแรก แต่เสมือนรับรู้ชะตากรรม ว่าต้องถูกคำสั่งให้รื้อถอนเองในรอบต่อไป จึงตัดสินใจประกาศขายบ้านน็อคดาวน์ดังกล่าว เพื่อหวังถอนเงินที่ลงทุนไปกลับคืน

ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจและติดต่อสอบถามใยรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง โดยบางรายอยู่ต่างจังหวัดจึงสอบถามว่าจะบริการจัดส่งให้หรือไม่ ซึ่งก็ได้รับคำชี้แจงจากผู้ประกอบการรายนี้ โดยยืนยันเฉพาะที่เพชรบูรณ์เท่านั้น

จากนั้นยังชี้แจงย้ำด้วยว่า “ขอบคุณทุกคนที่สนใจบ้าน สามารถดูภาพภายในได้ในโพสต์ เบื้องต้นบ้านมี 6 หลัง ขออนุญาตให้สิทธิ์คนเหมาก่อน ถ้าไม่มีคนเหมาจะแยกขายเป็นหลัง ผู้ที่สนใจวางมัดจำทำสัญญาหลังละ 5 หมื่น

จับตัวได้แล้ว หนุ่มคลิปลวนลามนักเรียน

ตำรวจจับได้แล้ว หนุ่มในคลิปเป็นโรคจิตลวนลามนักเรียนสาวบนรถสองแถว เจ้าตัวจำนนต่อหลักฐาน สารภาพว่าวันนั้นทะเลาะกับพี่ เพราะเมาหนัก-ขาดสติ

จับตัวได้แล้ว หนุ่มคลิปลวนลามนักเรียน

จากกรณีที่มีการแชร์เตือนภัยโรคจิตหนุ่มคนหนึ่ง ที่พยายามกระทำการลวนลามเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งบนรถโดยสารสองแถว กลายเป็นคลิปที่สังคมออนไลน์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจตามติดตามจับกุมตัวชายคนดังกล่าวเอาไว้ได้

ตามรายงานระบุว่า เมื่อวานนี้ (24 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางแก้ว จ.สมุทรปราการ ได้ควบคุมตัว นายวระชิต อายุ 39 ปี ชายที่ปรากฏอยู่ในคลิปโรคจิตพยายามลวนลามเด็กสาวดังกล่าว มาสอบสวนที่สถานที่ตำรวจ โดยสามารถติดตามจับตัวได้ที่ริมถนนย่านเขตประเวศ กรุงเทพฯ

จากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้นำเอาคลิปที่ตกเป็นข่าวให้กับผู้ต้องหาดู ก่อนจะยอมรับสารภาพว่าเป็นตนเองที่อยู่คลิปจริงๆ นายวระชิต ให้การอ้างว่า ปกติตนทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ที่ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ วันที่เกิดเหตุได้ดื่มสุราเข้าไป ทำให้เกิดอาการมึนเมาและยังมีปากเสียงทะเลาะกับพี่ชาย

ต่อมาจึงได้นั่งโดยสารออกมาจากที่พัก โดยขึ้นรถสองแถวที่ขับไปตามถนนบางนา-ตราด ท่ามกลางผู้โดยสารที่มีตลอดเส้นทาง แต่ตนไม่ทันรู้ตัวว่าได้ทำพฤติกรรมเช่นนั้นออกไป เพราะขาดสติอย่างมากจากการดื่มสุรา

สำหรับกรณีดังกล่าวมีผู้เสียหายได้นำคลิปดังกล่าวมาเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.บางแก้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทั่งติดตามสืบสวนหาตัวผู้ก่อเหตุ กระทั่งทราบว่าเป็น นายวระชิต จึงได้ควบคุมตัวมาสอบสวนดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อผู้ต้องหาให้การรับสารภาพจึงได้แจ้งข้อหากระทำอานาจารเด็กอายุเกิน 15 ปี โดยขู่เข็นด้วยปราการใดๆหรือใช้กำลัง ตามประมวลกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 278 ทวิ 3 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดตามกฎหมายต่อไป

แบงก์ดังชดใช้เงินเกือบล้านหลังโจรปล้นพ่อค้า

แบงก์ดังยินดีชดใช้ เงินเกือบล้าน หลังโจรปล้นพ่อค้า

จากกรณีที่พ่อค้าหนุ่ม นายพันธ์สุธี มีลือกิจ เจ้าของร้านประดับยนต์ ได้เข้าร้องเรียนและประท้วงที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.) เพื่อเรียกร้องให้มีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ หลังถูกคนร้ายก่อเหตุขโมยเงินในบัญชีธนาคาร สูญเกือบล้านบาท โดยใช้วิธีเปลี่ยนซิมโทรศัพท์และเปลี่ยนรหัสใช้แอปพลิเคชั่นของธนาคารแห่งหนึ่ง ตามที่รายงานข่าวไปแล้วนั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: พ่อค้านั่งประท้วงหน้า สตช. โวยโจรถอนเงินเกือบล้านจากบัญชี

ล่าสุดความคืบหน้าของกรณีดังกล่าว นายอดิศวร์ หลายชูไทย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ได้เปิดเผยว่า ทางธนาคารรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ธนาคารยินดีรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว จำนวน 986,700 บาท เพื่อให้ นายพันธ์สุธี สามารถนำเงินไปดำรงชีพและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวต่อไปได้

สำหรับ การที่อาชญากรสามารถยักยอกเงินจากบัญชีลูกค้าไปได้ แม้จะไม่ใช่ความผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของระบบไอที หรือไม่ใช่การเจาะระบบเพื่อเอาข้อมูลจากธนาคาร (Hack) แต่เป็นความพยายามในการหาช่องทางภายนอกธนาคาร เพื่อกระทำการทุจริตต่อลูกค้าธนาคาร

ธนาคารกสิกรไทยในฐานะธนาคารผู้ให้บริการ และเป็นเจ้าของบริการมีหน้าที่รับผิดชอบส่วนหนึ่งในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นกับลูกค้ารายอื่นอีก รวมทั้งหาแนวทางความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์อื่นในการอุดช่องโหว่ของบริการ และร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามผู้กระทำผิดให้ได้ เพื่อไม่ให้ไปก่ออาชญากรรมในลักษณะนี้หรือรูปแบบอื่นๆ กับประชาชนที่บริสุทธิ์ต่อไป

สลดหนุ่มซิ่งบิ๊กไบค์ลื่นน้ำขังล้ม

สลด หนุ่มซิ่งบิ๊กไบค์ลื่นน้ำขังล้ม

(20 ส.ค.) เมื่อเวลา 00.30 น. ร.ต.อ.สุเมธ ศรีหาวงษ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.บ้านกลาง อ.เมือง จ.นครพนม รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนราวเหล็กกั้นเกาะกลางถนนมีผู้เสียชีวิต ในพื้นที่ ต.ขามเฒ่า รุดไปตรวจสอบ พร้อมแพทย์เวร กู้ชีพ อบต.ขามเฒ่า และกู้ภัยนครพนม

ที่เกิดเหตุเป็นถนน 4 เลน ทางหลวงหมายเลข 212 สายนครพนม-ธาตุพนม บริเวณเกาะกลางถนนใกล้ทางโค้ง พบศพนายจักรพันธ์ อายุ 24 ปี สภาพศพสวมเสื้อยืดคอปกสีดำเทา สวมกางเกงขาสั้นสีดำ ขาข้างขวาขาดจนถึงต้นขา ขาขาซ้ายขาดถึงหน้าแข้ง ที่เอวสะพายกระเป๋าคาดเอวสีดำ นอนหงายจมกองเลือดไหลนองพื้น เสียชีวิตคาที่

นอกจากนี้ บริเวณที่เกิดเหตุยังพบรอยเลือดและชิ้นส่วนอวัยวะของผู้ตาย กระเด็นติดพื้นโคนเสาหลายจุด เป็นที่น่าสยดสยองแก่ผู้พบเห็น ห่างออกไปจากที่เกิดเหตุ 50 เมตร ริมไหล่ถนน พบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ยี่ห้อคาวาซากิ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งเป็นของผู้ตายตกอยู่ในพงหญ้า สภาพรถล้อหลังยางแตก ไฟเบรกและไฟเลี้ยวหลังแตก

สอบถามเพื่อนผู้ตายที่ขับรถบิ๊กไบค์มาด้วยให้การว่า ตนพร้อมนายจักรพันธ์ ผู้ตาย ขับรถจักรยานยนต์คนละคันรวม 8 คัน กลับจากนั่งเล่นริมฝั่งแม่น้ำโขง ขณะมาถึงที่เกิดเหตุ รถนายจักรพันธ์ขับเลนฝั่งซ้าย เหยียบน้ำที่ซึมบนผิวถนน ก่อนลื่นไถลไปชนราวเหล็กกั้นเสียงดังนั่น ราวเหล็กที่คมบาดร่างผู้ตายอย่างน่าสยดสยอง

หลังเกิดเหตุ แฟนสาวผู้ตายซึ่งรุดมาดูที่เกิดเหตุ พร้อมเพื่อนชายหญิงอีก 6 คน ทันทีที่พบศพหญิงสาวร้องไห้เสียใจจนทรุดลงไปกับพื้นถนน เพื่อนๆ ต้องช่วยกันประคองและนำยาดมให้ดม

ฆ่าเศรษฐีนีอดีตเมียสารวัตรใหญ่

ฆ่าเศรษฐีนีอดีตเมียสารวัตรใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (17 ส.ค.) เมื่อ เวลา 21.00 น. สภ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ได้รับแจ้งจากตำรวจสายตรวจ ว่าพบศพหญิงอายุประมาณ 50-65 ปี ถูกฆาตกรรมแล้วนำศพไปทิ้งไว้ภายในโกดังร้าง ที่เกิดเหตุห่างจากสี่แยกสมเด็จไปทางอำเภอคำม่วง 300 เมตร และลัดเลาะเข้าไปในซอยอีกประมาณ 200 เมตร

ในโกดังเจ้าหน้าที่พบรถจยย.ยี่ห้อ ฮอนด้าดรีมสีน้ำตาล เลขทะเบียน กทท- 915 กาฬสินธุ์ และ พบรอยเลือดเป็นทางยาวตั้งแต่กลางโกดังไปจรดถึงกองไม้ ด้านทิศเหนือ ซึ่งเป็นศพหญิงอายุประมาณ 50-65 ปี สวมกางเกงขายาวสีดำ สวมเสื้อยืดสีชมพูอ่อนลายดอกแขนสั้น บริเวณในหน้าบวมปูด คล้ายกับถูกตีด้วยของแข็ง และที่ปากยังมีผ้าสีน้ำเงินคาดปิดปากเอาไว้

ทราบชื่อคือ นางศรีรัตนา อายุ 56 ปี เจ้าของร้านขายของชำ อดีตภรรยาของ พ.ต.ท.ศุภชัย สวส.สภอ.เมืองกาฬสินธุ์ แต่ได้เสียชีวิตเมื่อปี 2538 ด้วยอุบัติเหตุ และยังเป็นเพื่อนร่วมรุนของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ต.อภิชิต เทียนเพิ่มพูล ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์

กรณีดังกล่าว เมื่อเวลา 15.00 น. นายอานนท์ อายุ 59 ปี พี่ชายผู้ตาย เป็นอาจารย์โรงเรียนแห่งหนึ่ง อ.สมเด็จ ได้มาแจ้งเหตุลักพาตัว นางศรีรัตนา ซึ่งได้หายออกไปจากบ้านพร้อมกับรถจยย. ตั้งแต่ช่วงเวลา 10.00 น. ภายหลังจากรับโทรศัพท์ลึกลับ การกระจายกำลังติดตามสายตรวจได้เข้าตรวจสอบทุกจุด จนมาพบศพเข้าที่โกดังร้าง

พล.ต.ต.อภิชิต เทียนเพิ่มพูล ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ประเด็นปมสังหาร ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน เนื่องจากผู้ตายนั้นถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในอำเภอสมเด็จ และเป็นอดีตภรรยาของ สวส.สภ.อ.เมืองกาฬสินธุ์ แต่เบื้องต้น จากการตรวจสอบ คาดว่าอาจจะถูกล่อลวงจากคนที่รู้จักเพื่อฆ่าชิงทรัพย์ หรือไม่ก็อาจจะเป็นการฆ่าล้างหนี้

จากการตรวจดูที่เกิดเหตุคาดว่าอาจจะมีคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุไม่ต่ำกว่า 3 คน และต้องมีความโกธรแค้นกับผู้ตายอย่างมาก เพราะสภาพศพถูกฆ่าและนำไปอำพรางอย่างโหดเหี้ยม โดยตำรวจได้เร่งทำการแกะรอยไปที่หมายเลขโทรศัพท์ล่าสุด ที่จะทำการเร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้

ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สั่งการให้ชุดเฉพาะกิจตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ และ ชุดสืบสวน สภ.สมเด็จ เข้าทำการติดตามตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกจุด ขณะนี้ได้เบาะแสเป็นที่น่าพอใจและคาดว่าจะสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้เร็วๆ นี้

พระอาจารย์หื่นลวงข่มขืนลูกศิษย์ ม.4

พระอาจารย์หื่น ลวงข่มขืนลูกศิษย์ ม.4

(14 ส.ค.) ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ช่องเม็ก นำหมายจับที่ 188/2559 ศาล จ.อุบลราชธานี แกะรอยติดตามสามารถจับกุม พระไชยา ธมมฺโภ หรือ พระไชยา ปะระทัง พระลูกวัดบ้านแหลมทอง ม.2 ต.โนนก่อ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา พรากผู้เยาว์ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

สืบเนื่องจาก บิดามารดาของ น.ส.บี (นามสมมติ) ชาวบ้าน ต.โนนก่อ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ว่าถูกพระไชยา ล่อลวงไปข่มขืนที่กุฏิวัดบ้านแหลมทอง ตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งขณะนั้น น.ส.บี อายุ 16 ปี ยังเรียนหนังสืออยู่ชั้น ม.4 ในโรงเรียนดังกล่าว และยังมีการใช้โทรศัพท์มือถือ ถ่ายคลิปและภาพเพื่อข่มขู่ว่า ถ้านำเรื่องไปบอกใครจะนำคลิปไปประจานในโซเชียลเน็ตเวิร์ค

โดยตลอดระยะเวลาตั้งแต่ ม.4 จนเรียนจบชั้น ม.6 เมื่อปลายปีที่แล้ว พระไชยาได้เรียกให้ น.ส.บี เข้าไปร่วมหลับนอน เป็นประจำ ซึ่งหากไม่ไปพระไชยาก็จะข่มขู่ว่าจะเอาคลิปไปประจาน จนล่าสุด น.ส.บี เรียนจบชั้น ม.6 แล้วไปทำงานที่กรุงเทพฯ พระไชยา ยังมีการส่งคลิปและภาพขู่ให้กลับไปหา จนสุดท้าย น.ส.บี ตัดสินใจที่จะบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ เมื่อพระไชยาทราบว่าผู้เสียหายเข้าแจ้งความจึงได้สึกแล้วหลบหนีไปยัง อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย

ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 บ.แหลมทอง ต.โนนก่อ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า นายไชยา ปะระทัง ได้มาบวชที่วัดบ้านแหลมทอง ตั้งแต่ปี 2544 และได้เข้าไปสอนวิชาพระพุทธศาสนา ที่โรงเรียนมัธยมประจำตำบลช่องเม็กแห่งหนึ่ง ในปี 2546 มักจะจัดกิจกรรมให้เด็กมาค้างแรมที่วัดโดยไม่ให้กรรมการวัดเข้าไปยุ่ง

ในปี 2555 กรรมการวัดได้พบเห็นนักเรียนหญิง อายุประมาณ 16 ปี เข้ามาพบพระไชยาที่กุฏิและอยู่ด้วยกัน 2 คน ตั้งแต่เวลา 18.00 น.- 20.00 น. ซึ่งกรรมการวัดพบว่าไม่เหมาะสมจึงเข้าไปบอกให้นักเรียนหญิงคนนั้นกลับบ้าน พระไชยาอ้างว่าเด็กนักเรียนแค่เข้ามาส่งรายงานเท่านั้น

ต่อมา ปี 2558 หญิงใบ้ อายุ 23 ปี ชาวบ้านแหลมทอง ซึ่งเป็นลูกศิษย์เรียนคอมพิวเตอร์กับพระไชยา ได้ผูกคอตายพร้อมวาดรูปติดไว้ที่ฝาห้องนอน เป็นรูปผู้หญิงท้องมีข้อความบอกว่า พระไชยาเป็นสามี โดยก่อนเสียชีวิต หญิงใบ้ได้บอกว่าพระไชยาเป็นสามีแต่พระไชยาไม่ยอมรับ จนหญิงใบ้รายนี้มาผูกคอตายในที่สุด

ทางด้าน นายไชยา ยังให้การวกวน ซึ่งคาดว่าอาจก่อเหตุมาหลายครั้งแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช่องเม็ก เตรียมรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมแจ้งข้อหาพากผู้เยาว์ และข่มขืน และถ่ายคลิปเพื่อการแบล็คเมล์ เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และจะนำตัวส่งศาลจังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 15 สิงหาคมนี้

เมียทนไม่ไหวรวมตัวยืนประท้วงสามีทำงานล่วงเวลา

เมียทนไม่ไหวรวมตัวยืนประท้วงสามีทำงานล่วงเวลา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วานนี้ (8 ส.ค.) ที่ถนนเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มีเหล่าภรรยาออกมารวมตัวยืนประท้วงบนโซฟากว่า 40 คน เรียกร้องไม่ให้สามีความงานล่วงเวลาหลัง 6 โมงเย็น

รายงานระบุว่า พวกเธอได้เตรียมแผ่นป้ายข้อความที่เขียนข้อความประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสามีของตัวเอง โดยกล่าวว่าการทำงานล่วงเวลาเป็นการทำร้ายครอบครัว เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สั่นสะเทือนเป็นอย่างมาก

ซึ่งพวกเธอสวมใส่เพียงชุดนอน ทำเหมือนอยู่บ้านนั่งรอสามีกลับมาอยู่บนโซฟาเงียบๆ แต่ละคนถือแผ่นป้ายข้อความที่เขียนบอกความรู้สึกเป็นทุกข์ที่ต้องทนรอสามีทำงานล่วงเวลา เช่น ทำอาหารไว้ทานกับคุณเต็มโต๊ะแต่ฉันก็ต้องนั่งทานคนเดียว, คุณรู้ไหมฉันตั้งท้องได้สี่สัปดาห์แล้วนะ, ที่รัก คุณรักงานของคุณมากกว่ารักฉัน, ฉันไม่อยากได้ของแบรนด์เนม ฉันแค่อยากกอดคุณ ฯลฯ

ปัจจุบันผู้คนมีแรงกดดันในการใช้ชีวิตที่ต้องทำงานมากขึ้น จึงทำให้มีเวลาให้ครอบครัวน้อยลง ผลจากการสำรวจ ร้อยละ 72.6 ของผู้ตอบแบบสำรวจพบว่า พวกเขาต้องทำงานล่วงเวลาเกือบทุกอาทิตย์ เพราะต้องการให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนกลายเป็นสังคมที่ทุกคนจำเป็นต้องทำงานล่วงเวลา

เพราะเหตุนี้จึงทำให้เหตุการณ์ที่มีการเรียกร้องไม่ให้มีการทำงานล่วงเวลาของเหล่าภรรยาที่สามีต้องอยู่ทำงานล่วงเวลาขึ้น ซึ่งพวกเธอให้เหตุผลว่าการทำงานล่วงเวลาไม่เพียงแค่ทำให้ครอบครัวเป็นทุกข์ แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพ และความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย ซึ่งถ้าปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขก็จะมีคนต้องทำงานล่วงเวลามากขึ้นและส่งผลกระทบถึงครอบครัวมากขึ้น

สุดอึ้งเปิดภาพความแออัดในคุกฟิลิปปินส์

สุดอึ้ง! เปิดภาพความแออัดในคุกฟิลิปปินส์

(1 ส.ค.) มีการนำภาพการดำเนินชีวิตของนักโทษในคุก Quezon ที่ตั้งอยู่ในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ออกมาเปิดเผยบนโลกออนไลน์ ซึ่งคุกแห่งนี้ สร้างขึ้นสำหรับรองรับนักโทษจำนวน 800 คน แต่ในความเป็นจริง กลับเป็นที่คุมขังนักโทษเป็นจำนวนถึง 3,800 คนเลยทีเดียว

โดยนักโทษ ต้องใช้ชีวิตอยู่กันอย่างแออัด ต้องแย่งชิงกันทั้งพื้นที่หลับนอน น้ำ อาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเรือนจำ รวมไปถึงต้องแย่งชิงกันเพื่อออกกำลังกาย ให้ตัวเองมีความแข็งแรงกว่าคนอื่น ๆ แม้กระทั่งการตัดผม ก็เป็นเรื่องลำบาก เพราะความแออัด นักโทษต้องช่วยกันตัดเอง

นักโทษกลุ่มหนึ่ง มาสังเกตการณ์ว่ามีอะไรเกิดขึ้นด้านนอกลูกกรงเหล็ก ต่างคนก็ต่างเบียดเสียด จนต้องห้อยแขนห้องมือออกมานอกลูกกรง เพื่อให้เพื่อนข้างหลังมีที่พอจะหายใจหายคอบ้าง ภาพการนอนของพวกเขาดูแล้วยิ่งน่าหดหู่ นักโทษบางส่วน ต้องนอนบนพื้นซีเมนต์แตก ๆ ที่สนามบาสเก็ตบอลนอกตัวอาคาร บางคนก็ต้องนอนบนขั้นบันได แล้วแต่ว่าใคร จะไปจับจองพื้นที่ตรงไหนได้ ในบริเวณเดียวกัน จะเห็นได้ว่านักโทษคนหนึ่ง กำลังซักผ้าอีกคนกำลังอาบน้ำ แถมหันไปด้านหลัง อีกคนกำลังทำอาหาร

นอกจากนี้ คุกแห่งนี้มีอาหารสกปรกและไม่เพียงพอ ไม่มีความสะอาด อากาศไม่ถ่ายเท กลิ่นเหม็น ทั้งเหงื่อ ทั้งขยะ และไม่มีความเป็นส่วนตัวแม้สักตารางนิ้ว มีการเปิดเผยด้วยว่า นักโทษจำนวนไม่น้อย เจ็บป่วย ทุกข์ทรมาน มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต และบางรายก็เจ็บป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิต

แม่ค้าจับอดีตดาราสาวตัวประกอบ

แม่ค้าจับอดีตดาราสาวตัวประกอบ

(27 ก.ค.) พ.ต.ท.ศิริวุฒิ พัดวิจิตร สารวัตรป้องกันปราบปราม สภ.ศรีราชา ได้รับแจ้งจาก นางสาววนิดา แสงมณี อายุ 29 ปี แม่ค้าขายของกิ๊ฟช็อปในตลาดนัดวันพุธ กลางเมืองศรีราชา ว่าสามารถจับตัว นางสาวมนัสนันท์ ปานดี อายุ 32 ปี ที่ก่อเหตุลักทรัพย์เป็นกระเป๋าสตางค์ที่วางขายหน้าร้านในตลาดนัด ไว้ได้ ให้ช่วยมาตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.ศรีราชา จึงเข้าไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พบชาวบ้านกำลังควบคุมตัว นางสาวมนัสนันท์ ปานดี ได้ก่อนนำตัวมาสอบสวนที่ห้องสายตรวจ สภ.ศรีราชา โดยตรวจสอบในกระเป๋สะพายสีเหลือง พบของกลางเป็นกระเป๋าสตางค์ 1 ใบ ครีมบำรุงผิวยี่ห้อดัง 2 กระปุก กระเป๋าสตางค์แฟชั่นสีเงิน 1 ใบ สมุดบันทึก กำไลข้อมือเงิน และของใช้อีกจำนวนหนึ่งอยู่ในกระเป๋า

โดยนางสาววนิดา เจ้าของร้านกิ๊ฟช๊อป เปิดเผยว่า ขณะที่ตนกำลังขายของอยู่ในตลาดนัดอยู่นั้น นางสาวมนัสนันท์ ได้เดินเข้ามาเลือกสินค้า ก่อนเอาเสื้อคลุมวางบนแผงกระเป๋า ก่อนรวบเสื้อพร้อมหยิบกระเป๋าเข้าไปไว้ในเสื้อคลุมที่วางไว้บนแผงออกไปพร้อมกับเสื้อ ตนเห็นผิดสังเกตจึงเช็คสินค้าก็พบว่ากระเป๋าสตางค์ได้หายไป จึงวิ่งไล่ตามพร้อมทั้งตะโกนให้คนในตลาดช่วยจับกุมตัว จนสามารถจับกุมตัวได้ จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวไปดำเนินคดีต่อไป ซึ่งตนได้รับแจ้งจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัดว่านางสาวมนัสนันท์ ผู้ก่อเหตุเคยก่อเหตุในลักษณะนี้อยู่เป็นประจำ แต่ที่ผ่านมาผู้เสียหายเกิดความสงสารจึงไม่เอาเรื่อง แต่ก็กับมาก่อเหตุลักษณะนี้อยู่อีกหลายครั้ง

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัว นางสาวมนัสนันท์ ไปสอบสวน ซึ่งให้การยอมรับสารภาพว่าลักของไปจริง แต่ก็พูดจาวกไปวนมา พร้อมทั้งบอกว่าอย่าเอาเรื่องตนเลย ตนเป็นคนบ้า มีบัตรคนบ้า แต่พอให้โชว์บัตรกลับอ้างว่าอยู่ที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่จึงให้โทรศัพท์ติดต่อญาติเพื่อมายืนยัน แต่ปลายสายกลับตอบกลับมาว่าไม่รู้จักและแจ้งกลับมาว่าโดนนางสาวมนัสนันท์ แอบอ้างชื่อเป็นประจำ ก่อนปิดเครื่องไป หลังจากนั้นจึงได้ติดต่อไปหาพ่อของนางสาวมนัสนันท์ แต่พอแจ้งไปว่าถูกเจ้าหน้าที่จับกุมอยู่ ผู้เป็นพ่อกลับอ้างว่าเลี้ยงหลานอยู่ ไม่ยอมมาดูที่สถานีตำรวจ

นางสาวมนัสนันท์ได้กราบขอร้องให้เจ้าของร้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ไม่เอาความ และขอสัญญาว่าจะไม่กระทำการในลักษณะนี้อีกต่อไป แต่ทางเจ้าของร้านไม่ยอมทางชุดจับกุมจึงดำเนินการส่งตัว ร.ต.อ.อุดม โกยเก็บ พนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์ต่อไป

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบประวัติของนางสาวมนัสนันท์ พบว่าเคยแสดงภาพยนตร์เรื่อง แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า และเรื่องโกยเถอะโยม เคยต้องคดีเสพยาเสพติดมาแล้วถึง 2 ครั้ง

อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอเจ้าของร้านเน็ตพิมพ์แบงก์ปลอม

เจ้าของร้านเน็ต

เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 22 ก.ค. 59 ร.ต.ท.พีรพัฒน์ มั่นยา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี พร้อมชุดสืบสวน สภ.เมืองปทุมธานี จับกุมนางจันทร์เพ็ญ สินหนัง อายุ 33 ปี เจ้าของร้านเน็ตพร้อมขายยางรถยนต์ และนายประกอบ ทัพวงค์ อายุ 35 ปี ลูกจ้างในร้านเน็ต รวมใช้ธนบัตรปลอมทำให้มีผู้เดือนร้อนหลายราย โดยจับกุมได้ที่หมู่บ้านกฤษณาสามโคก บ้านเลขที่ 102/531 หมู่ 3 ต.กระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

สืบเนื่องจากที่เคยมีข่าว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.กระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ได้เตือนภัยถึงพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในพื้นที่ต่างๆ ให้ระวังผู้ที่จะนำธนบัตรปลอมออกมาใช้ซื้อของ ซึ่งจะเกิดความเสียหายและผิดกฎหมาย ที่ผ่านมาที่หมู่บ้านกฤษณา เคยมีผู้นำธนบัตรปลอมใบละ 100 บาท และ 50 บาท มาซื้อสินค้าแล้ว รวมถึงในพื้นที่อำเภอเมืองปทุมธานีที่มีคนร้ายนำแบงก์ปลอมมาจ่ายค่าเติมน้ำมัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในปั้มน้ำมันดังกล่าว พบรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ หมายเลขทะเบียน 9727 ปทุมธานี จึงได้ติดตามไปจับกุมนายประกอบ ทัพวงค์ พร้อมนางจันทร์เพ็ญ สินหนัง ซึ่งยอมรับว่าไปพิมพ์ธนบัตรปลอมขึ้นมาเอง เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดของกลางประกอบด้วย เครื่องปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ท หมึก เทียนจำนวน 8 แท่ง มีดคัตเตอร์ ไม้บรรทัด และธนบัตรปลอมชนิด 100 บาทจำนวน 8 ใบ ธนบัตรปลอมชนิด 50 บาท จำนวน 1 ใบ ธนบัตรปลอมชนิด 20 บาทจำนวน 20 ใบ

จากการสอบถาม นางจันทร์เพ็ญกล่าวว่า ตนเองเป็นผู้พิมพ์ธนบัตรปลอมขึ้นมาเอง โดยใช้เครื่องพริ้นเตอร์อิงค์เจ็ท จากนั้นใช้เทียนถูกธนบัตรปลอมให้คล้ายธนบัตรจริง หากดูเพียงผิวเผิน ซึ่งที่ทำลงไปเนื่องจากขัดสนเรื่องเงินและค่าใช้จ่ายภายในบ้าน เพราะว่าที่ผ่านมาต้องจ่ายเงินให้กับค่าทนายความเรื่องที่ลูกสาวของตนเองถูกล่อลวงไปข่มขืนจากโรงเรียนกินนอนชื่อดังย่าน จ.ชลบุรี ในขณะเดียวกับที่ตนเองต้องผ่าตัดมะเร็งเต้านมอยู่ที่โรงพยาบาล หลังจากนั้นคดีก็ไม่มีความคืบหน้า และต้องจ่ายค่าทนายความกว่า 70,000 บาท

ขณะนี้ที่บ้านก็ถูกตัดไฟแล้ว จึงนำธนบัตรปลอมไปซื้อกับข้าวมาให้ลูกได้กิน และยอมรับว่าได้ใช้ธนบัตรปลอมไปเพียง 4 ครั้งเท่านั้น ส่วนนายประกอบอ้างว่า ไม่ทราบว่าธนบัตรที่นางจันทร์เพ็ญให้มาใช้นั้นเป็นธนบัตรปลอม จึงนำไปใช้จ่ายเติมน้ำมัน จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตามสืบและจับกุมได้ในที่สุด